เทศน์เช้า วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
เวลาเรื่องความเป็นอยู่นะ มันเรื่องความเป็นอยู่เรื่องของโลกไง ความจูงใจ ต้องจูงใจนะ ถ้ามีความจูงใจ เราอยากจะทำอะไร เราอยากพอใจอะไร มีความจูงใจ เห็นไหม โลกเขาถึงมีการโฆษณา มีการประชาสัมพันธ์ การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ เรื่องของการชักจูงใจ ถ้าเรามีเหตุมีผลขึ้นไป การชักจูงใจนั้นเราก็มีปัญญาใคร่ครวญไงว่ามันสมควรและไม่สมควร แต่ถ้าเราไม่มีปัญญาของเรา การชักจูงใจนั้นเราก็เป็นไปนะ
ดูสิ เวลาเขาไล่สัตว์นะ สัตว์เวลามันตื่นสัตว์ สัตว์มันตื่นมันเป็นฝูงเขาไล่มันไป แต่เวลาคน เห็นไหม ก่อม็อบมันก็เหมือนกัน ก่อม็อบนี่คนตื่น แต่เวลาม็อบถึงที่สุดแล้วนะเอาไม่อยู่นะ เวลาคนตื่นมันตื่นยิ่งกว่าสัตว์อีก เพราะอะไร เพราะการจูงใจไง ถ้าการจูงใจได้ การชักนำได้ แล้วคนเห็นตามได้ การก่อม็อบนี้ก่อได้ยากมาก เพราะอะไร เพราะคนไม่เหมือนสัตว์ สัตว์นี่มันไล่ต้อนไป เวลามันหิวอาหาร สัญชาตญาณของมัน
แต่มนุษย์มีปัญญาไง มนุษย์มีปัญญา มนุษย์มีสมอง มนุษย์ต้องใช้ความคิด ใช้ความคิด ถึงต้องมีการจูงใจไง พยายามจุดไฟให้ติดได้ ก่อม็อบเริ่มตั้งแต่แหย่เข้าไปก่อน สร้างปัญหาขึ้นมา ตั้งประเด็นขึ้นมา แล้วมีการสื่อประชาสัมพันธ์กันไป การก่อม็อบ แล้วถ้าม็อบก่อติดแล้ว การเดินขบวนนั้น การควบคุมมวลชน การควบคุมมวลชนนั้นทำแสนยาก นี้เป็นเรื่องของโลกนะ ที่เราสามารถมองเห็นด้วยตา เราสามารถพิสูจน์ได้ สามารถสัมผัสได้ นี้เป็นเรื่องของโลก
แต่การชักจูงของกิเลสล่ะ ถ้าการชักจูงของกิเลส ความเป็นไปของหัวใจ เราไม่รู้เลยว่าการชักจูงของมัน การชักจูงให้เรามืดบอดแล้วเวียนไปในวัฏฏะ เราจะเวียนในวัฏฏะเวียน มาตามสภาวะแบบนั้น แล้วปัญญาของโลก ใช้ปัญญาใคร่ครวญอย่างนั้น มันก็เป็นความจริงได้ แล้วเวลา เห็นไหม กาลเวลามันผ่านพ้นไป สิ่งที่เราไปต่อต้านกัน สิ่งที่เราไปโต้แย้งเขา มันมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลล่ะ เราโดนหลอกหรือใครโดนหลอกล่ะ
การโดนหลอก เห็นไหม การก่อม็อบ การต่างๆ ต้องมีหน้าม้าก่อน ต้องพยายามจุดชนวนให้ติดให้ได้ก่อน ถ้าจุดชนวนติดขึ้นมา สิ่งที่ว่าเราเห็นสิ่งนี้เป็นปัญหา เราก็ว่าสิ่งนี้เป็นปัญหา เราก็ว่าสิ่งนี้เป็นปัญหา ถ้าสิ่งนี้ไม่เป็นปัญหาล่ะ เพราะมุมมองไง ความมุมมองของโลก มันมีมุมมองต่างๆ กันได้ กาลเวลา จังหวะและโอกาสสิ่งต่างๆ มันจะเป็นสภาวะเป็นไป เรายังมีโอกาสได้เห็นว่ามีความผิด ความถูกไง
เรื่องของโลก ในเมื่อกาลเวลาผ่านไป เราจะมีโอกาสได้เห็นว่าสิ่งนี้เราโดนหลอก หรือว่าสิ่งนี้เป็นความจริง เป็นความจริง หรือว่าสิ่งที่ต่างๆ เขาสร้างสถานการณ์ขึ้นมา มันเป็นไปได้ แต่ถ้ากิเลสมันชักจูงไปในหัวใจ เราจะไม่มีโอกาสได้รู้ ไม่มีโอกาสได้เห็นเลย เพราะมืดบอด สิ่งที่มืดบอดจากในหัวใจ เห็นไหม สิ่งนี้มันถึงต้องมีการต่อต้านไง ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกทวนกระแส ทวนกระแสความคิดของเราขึ้นไป ความคิด เวลากิเลสมันจูงใจ มันจูงใจนะ จูงให้จิตนี้เกิดตายไปในวัฏฏะ
แล้วเราย้อนกลับมาในความคิดของเรา เวลามันเกิดดับ อารมณ์เกิดดับ มันก็เกิดตายอารมณ์หนึ่ง อารมณ์หนึ่ง อารมณ์ที่เกิดดับ ความคิดนี่มันเกิดดับไวมาก สิ่งที่เป็นอารมณ์เกิดความคิดขึ้นมา มันเกิดดับเกิดในหัวใจ ความคิดวันหนึ่งเกิดเท่าไหร่ แล้วสิ่งที่เป็นพลังงานของมัน เป็นอวิชชา มันมืดบอด มันยังลึกกว่าความคิดอีกนะ ถ้ามันย้อนกระแสกลับเข้ามาจากภายใน มันถึงต้องมีการต่อต้าน ต้องมีการทวนกระแส ต้องมีการฝืนไง
ถ้าเราฝืนความคิดเรา คือฝืนกิเลส ถ้าเราฝืนความคิดของเราได้นะ เราฝืนความคิดเรา ฝืนความคิดต่อเมื่อเรามีศรัทธามีความเชื่อ แต่ถ้าเรามีการศึกษา มีการใคร่ครวญ อย่างนี้มันเป็นเรื่องจากภายนอก ปัญญาใคร่ครวญจากภายนอก แต่ปัญญาใคร่ครวญจากภายนอกอย่างนี้มันไม่ได้เสพสัมผัสไง ความเสพสัมผัสคือจิตมันต้องมีสถานะของมันก่อน สิ่งสถานะ เห็นไหม อย่างเช่น การที่เราส่งของถึงกัน มันต้องมีผู้รับ ผู้ส่ง
นี่ก็เหมือนเรา เราจับต้องตัวเราเองไม่ได้ เวลามันเกิดขึ้นมันเป็นคนส่งอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีผู้รับ ไม่มีผู้รับเพราะมันส่งออกไปข้างนอก อารมณ์ความรู้สึกไปข้างนอก เวลากิเลสมันชักจูง ชักจูงไปอย่างนั้น เราแสวงหา เราวิ่งเต้นตามมัน เราต้องวิ่งเต้นตามมันไป เพราะอะไร เพราะมันมีกำลังขับเคลื่อนของมัน มันมีตัณหาความทะยานอยากไง สิ่งที่อยากสิ่งใดมันก็ต้องการสิ่งนั้น แล้วนี่เราก็ขับเคลื่อนไปสิ่งนั้น บอกว่ามีแต่ผู้ขับส่งออก แต่ไม่มีผู้รับ
มันเป็นความมหัศจรรย์นะ ผู้ที่ขับส่งออกนั่นน่ะมันเป็นผู้รับเอง ผู้รับเองหมายถึงว่าสิ่งที่เราเคยทำ เราทำขนาดไหนก็แล้วแต่ ความเคยชินของเรามันจะเกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ มันพอใจมากขึ้นเรื่อยๆ เราต้องการสิ่งใด พอเราเสพสัมผัสสิ่งนั้นแล้วเราต้องการเสพสัมผัสสิ่งนั้นอีก มันก็ต้องเพิ่มจำนวนมากขึ้น มากขึ้น เห็นไหม เหมือนผู้เสพยาเสพติด เสพยาเสพติดมันต้องเสพมากๆ ขึ้นไป แล้วเขาบอกศาสนาเป็นยาเสพติด
หลวงตาบอก “ขอให้มันเสพ แล้วให้มันติดเถิด” ศาสนานี่ไม่ใช่เสพติด ศาสนานี่มันเกิดขึ้นมาจากภายใน ตัวศาสนาคือตัวธรรม ถ้าตัวธรรมคือตัวความสุข มันจะไปเสพติดไปไหน เพียงแต่มันไม่เสพติด เพียงแต่กิเลสไงมันโจมตีไง โจมตีว่าเราจะทำคุณงามความดี เหมือนกับสินค้า สินค้าสิ่งหนึ่งมันมีน้อย แล้วเป็นของดีมาก แล้วคนที่ไม่ต้องการบอกว่าสินค้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ให้โทษ ทั้งๆ ที่เป็นความดีมากนะ ทั้งๆ ที่เป็นความสุขในหัวใจมากนะ เพราะมันเป็นอาหารของใจ
ธรรมคืออาหารของใจ ธรรมคือสภาวะธรรมชาติอันหนึ่งที่มันเกิดดับนี้ เราเกิดสัมผัสมันได้ เราสัมผัสมันได้ เราจับต้องมันได้ สภาวธรรมอันนี้มันเกิดดับ มันมีความเป็นไปของมัน สภาวธรรมของมัน แต่สภาวธรรมอย่างนี้มันก็ขับเคลื่อน แม้แต่เกิดตาย เกิดตายก็เกิดดับ ชีวิตนี้เป็นธรรมดา ถ้าเป็นสภาวธรรม ชีวิตนี้เป็นธรรมดา เพราะเป็นธรรมชาติอันหนึ่ง มันต้องเกิดตายโดยธรรมชาติของมัน ธรรมชาติเป็นอย่างนี้ คนเราเกิดมาเราจะไปต่อต้านทำไม ความคิดหยาบๆ ธรรมแบบหยาบๆ ไง
แต่มันมีฝ่ายตรงข้ามไง สิ่งที่ว่าไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย มันมีฝ่ายตรงข้าม อันนั้นสภาวธรรมที่เอโก ธมฺโม ที่เหนือธรรมชาติไง เหนือสภาวธรรมหยาบๆ สภาวธรรมหยาบๆ เริ่มจากหยาบๆ เราก็ควรมีก่อน ถ้าเรามีความคิด เรามีความสุข มีความพอใจของเรา ชีวิตนี้มีการดำรงชีวิตไปโดยความสุข อันนี้เกิดจากการเป็นบุญกุศลไง บุญกุศลคือเราสร้างคุณงามความดีของเราขึ้นมา เราสร้างคุณงามความดี ผู้รับคือหัวใจดวงนี้มันเบา เป็นผู้สละ เป็นผู้ให้ เป็นผู้ที่มีความสุขในหัวใจ นี้มีความสุขของมัน มันก็มีความสุข มันสละลงที่ใจมันก็มีความสุข ความสุข ผู้ที่จิตเป็นผู้สละออก แล้วจิตนี้เป็นผู้รับ
จริตนิสัยก็เหมือนกัน เราทำขนาดไหนก็แล้วแต่ มันจะสะสมลงที่จิต สะสมลงที่จิตที่ตัวหัวใจนี้มันสะสม เห็นไหม เป็นจริต เป็นนิสัย จริตนิสัยนี่มันเป็นผู้กระทำ แล้วมันเป็นผู้รับ ฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติมันถึงต้องเข้าไปหาตัวนี้ให้ได้ไง ถ้าจะหาตัวนี้ให้ได้ มันถึงต้องพยายามทำความสงบของใจ สภาวะแวดล้อมต่างๆ คือความคิด สภาวะแวดล้อมต่างๆ เหมือนกับสิ่งที่ในที่รกชัฎ เราต้องปรับพื้นที่ให้ควรแก่การงาน
นี่ก็เหมือนกัน เราต้องปรับสภาพจิตของเรา ถ้าเราปรับสภาพพื้นที่ไม่ควรแก่ทำงาน เราทำไปมันจะไม่ได้ผล นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราปฏิบัติธรรม เราใช้ความคิดของเรา เราปฏิบัติของเรา ในเมื่อจิตมันมีตัณหาความทะยานอยากอยู่ มันมีกิเลสอยู่ เวลาเราทำขณะขึ้นไป ตรงนี้มันต่อต้านไว้ มันขับไสไว้ มันถึงไม่เข้าถึงธรรม เพราะทวนกระแสมันต้องปรับพื้นที่ให้ได้ก่อน แล้วหาตัวตนนี้ให้ได้คือสัมมาสมาธิไง ถ้าจิตมันสงบเข้ามามันเป็นสัมมาสมาธิ อวิชชามันแค่สงบตัวลง การจูงใจ จูงใจจากตรงนี้ไง จูงใจจากตัณหาความทะยานอยากอันนี้จูงใจไป
แต่ถ้าเราพลิกกลับมาเป็นเหตุ เหตุในอริยสัจมันเป็นมรรคไง สิ่งที่เป็นมรรค การกระทำอันนี้มันต้องเกิดขึ้น ไม่ให้กิเลสมันต่อต้าน ไม่ให้กิเลสมันสร้างปัญหาขึ้นมา กิเลสมันจะสร้างปัญหาขึ้นมาว่าสิ่งที่เรากระทำอยู่นี้มันเป็นตัณหาความทะยานอยาก แต่มันไม่ได้คิดเลย เวลามันออกไปเที่ยวเล่นของมันนะ มันออกไปแสวงหาสิ่งต่างๆ ที่มาทับถมใจ มันไม่บอกว่าอันนั้นเป็นตัณหาความทะยานอยาก เพราะอันนั้นเป็นสิ่งที่กิเลสมันพอใจไง
ถ้ามันไปกว้านสิ่งต่างๆ ที่มันพอใจ เที่ยวไปตามความพอใจของตัว ตัณหาความทะยานอยากขับเคลื่อนไปขนาดไหน มันบอกสิ่งนั้นเป็นธรรมชาติ สิ่งนั้นเป็นธรรมชาติ แต่เวลาจะฝืนขึ้นมา สิ่งที่เป็นธรมชาติ มันบอกว่าสิ่งนั้นเป็นกิเลส สิ่งนั้นเป็นตัณหาความทะยานอยาก สิ่งนี้เป็นมรรคต่างหาก สิ่งนี้เป็นการขับเคลื่อนต่างหาก สิ่งนี้คือตัวของจิต ตัวของจิตคือความคิด ความคิดที่มันส่งออกไป พลังงานที่ส่งออกไปนี้กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันชักจูงออกไป เราถึงย้อนกลับไง
สิ่งที่้ย้อนกลับขึ้นมาคือสติ ถ้ามีสติ มีสติอยู่ ตั้งตนขึ้นมาได้ ความคิดมันจะไปไม่ได้หรอกถ้าเรามีสติ พอมีสติมันจะจับความคิดว่าเราคิดอะไร สิ่งนี้เราไม่เคยทำหรือ เราไม่เคยคิดหรือ เราคิดทุกวัน เราสัมผัสทุกวัน แต่เราไม่เคยสนใจมัน มันถึงไม่ให้ผลประโยชน์กับเรา มันถึงเป็นเรื่องของโลกเขา คือเรื่องการฝึกฝนปัญญา สมองถ้าไม่ได้คิดมันจะฝ่อ เราต้องใช้ความคิดตลอดเวลาเพื่อฝึกสมอง ฝึกเวลาความเป็นไป แต่ความฝึกอย่างนี้ฝึกเพื่อให้ทันกระแสโลก
แต่ถ้าความหยุดล่ะ สมองมันหยุดด้วยหรือเปล่า มันไม่ได้หยุด สัมมาสมาธิคือพลังงานของจิตที่มันหยุดนิ่งของมัน แต่มันเคลื่อนไหวอยู่ สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ เห็นไหม เวลาเรานอนหลับนะ เวลาเราพักผ่อน เห็นไหม ถ้าเรานอนไม่เต็มอิ่มเราจะไม่มีความสุขเลย ถ้าเรานอนเต็มอิ่มมันจะมีความสุขมาก ความสุขเพราะเกิดจากเรานอนเต็มอิ่ม
จิตเหมือนกัน ถ้าเราได้เข้าสัมมาสมาธิ มันได้พัก มันเข้าถึง เหมือนกับเรานอนหลับ เหมือนนะ เหมือนแต่มันไม่เป็นความจริง เพราะอะไร เพราะเวลานอนหลับ เราหลับไม่มีสติเราถึงหลับ ถ้ามีสติเราจะหลับไม่ได้หรอก เราหลับเพราะตกภวังค์ มันเลยหลับไป
แต่ถ้ามันเป็นสัมมาสมาธิ สติมันจะพร้อมตลอดไป ไม่ใช่ว่าหายแว็บไป หรือว่ามันตกภวังค์ไป ไม่ใช่ มันจะมีสติตลอดไป นี่เรานั่งอยู่นี่มันจะสดชื่นมาก เพราะจิตมันจะสงบเข้ามา มันปล่อยวางเข้ามา เหมือนกับจิตนี้ได้พักผ่อนไง เมื่อจิตนี้ได้พักผ่อน มันมีกำลังของมันขึ้นมา มันจะมีความสดชื่นมาก มันจะมีความสุขของมันมาก
สิ่งที่ความสุขของมัน เห็นไหม นี่การกระทำอย่างนี้มันเป็นพลังงานอย่างนี้ มันเกิดขึ้นมา มันไม่ใช่พลังงานที่ว่าไม่มีสติสัมปชัญญะจับต้องมัน มันมีสติสัมปชัญญะ จะลึกขนาดไหน จะสงบขนาดไหน สติจะพร้อมด้วยตลอดเลย สิ่งนี้มันมีกำลังของมัน มันถึงจูงจิตตัวนี้ไป แต่ในเมื่อเรามีสติเข้าไปยับยั้งมัน มันจะตั้งมั่นของมันขึ้นมา ตั้งมั่น มันเป็นเอกเทศนะ มันเป็นส่วนหนึ่งของมัน มันเป็นจุดหนึ่งของมัน
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เห็นไหม สิ่งนี้ถึงมีความเป็นธรรมดา นี่สิ่งที่มันเกิดดับนะ แต่ตัวมันเองไม่เคยเห็น ถ้ามันเห็นตัวมันเอง เห็นไหม มีสิ่งนี้เพราะมีเรานะ เราถึงมีสมบัติ เราถึงมีต่างๆ เราถึงมีอำนาจวาสนา เพราะมีตัวนี้ขึ้นมาเราถึงแสวงหาต่างๆ แสวงหาต้องการเพื่อมาปรนเปรอมัน แต่ในเมื่อสติเข้าไปยับยั้งมันเป็นสัมมาสมาธิขึ้นมา มันไม่ต้องการสิ่งใด มันมีความสุขพอใจในตัวมันเองได้ ถ้ามันมีความสุข มีความพอใจตัวมันเองได้ มันเป็นเอกเทศไง สิ่งที่เอกเทศนี่มันถึงจะยกขึ้นวิปัสสนา วิปัสสนามันเกิดตรงนี้ต่างหากล่ะ เกิดตรงที่ว่ามันจะไปชำระกิเลสตัณหาความทะยานอยากที่มันขับเคลื่อนตัวนี้ไป
การที่กิเลสมันจูงใจไป ไม่เหมือนกับกระแสโลกจูงนะ ถ้ากระแสโลกเขาจูง ความประชาสัมพันธ์ สิ่งต่างๆ คนเรานี่วุฒิภาวะของใจมันต่างกัน คนชอบและไม่ชอบ สิ่งที่ไม่ชอบ เขามาจูงใจ เราก็ไม่เห็นด้วยอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ถ้าคนที่ชอบ ความจูงใจมันก็เป็นไป นี่มันเป็นความเห็นของโลก สิ่งที่โลกเป็นไปมันสภาวะแบบนั้น แต่ความเป็นไปจากภายในมันลึกลับมหัศจรรย์ ความที่ลึกลับมหัศจรรย์นี่มันเกิดที่ไหนล่ะ มันเกิดที่ท่ามกลางหัวใจนะ
เราไปวัดไปวา เราไปไหนก็แล้วแต่ สุดท้ายแล้วมันก็ต้องกลับมาดูที่จิตของแต่ละบุคคล จิตของแต่ละบุคคลนี้เป็นผู้ที่พาตาย พาเกิด ศาสนานี่มันว่าภาชนะที่จะใส่ธรรมคือหัวใจของสัตว์โลก ถ้าหัวใจของสัตว์โลกเข้าไปสัมผัสอันนั้น อันนี้มันจะเป็นสภาวธรรมของใจดวงนั้น แค่สงบเข้ามามันก็เห็นภาชนะแล้ว ภาชนะที่จะสัมผัสกับธรรมไง ถ้าเราไม่มีภาชนะ เราจะเอาอะไรไปใส่ธรรมล่ะ
นี่พระไตรปิฎกเป็นตู้เลย สิ่งต่างๆ ตำรับตำรามหาศาลเลย มันกองอยู่ มันไม่มีชีวิตหรอก มันมีความสุข ความทุกข์ในตัวเองไม่ได้ ผู้ที่ไปค้นคว้าศึกษามันต่างหากถึงได้เอารสชาติของมันออกมาจากหนังสือ จากธรรมพระไตรปิฎกในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เราไปเสพสัมผัสออกมา เราดึงมันออกมาใช้ในหัวใจของเรา นี้ถ้าเกิดมันเป็นปัจจัตตัง เกิดในหัวใจของเราล่ะ สัมผัสมาจากไหน สัมผัสมาจากใจของเรา
ใจของเรามันมีอยู่แล้ว แล้วเราเข้าไป เราไม่ต้องให้ใครจูง ไม่ต้องให้กิเลสจูง ตอนนี้เป็นธรรมะจูงไง เพราะเราสร้างธรรมขึ้นมา สภาวธรรม สัมมาสมาธิ สมาธิมันจะจูงเข้ามา นี่ธรรมจะสัมผัสขึ้นมา แล้วมันจะเป็นปัจจัตตัง มันจะเป็นเอกเทศของมันขึ้นมา แล้วมันย้อนกลับขึ้นมา ถ้ามันทำลายกิเลสของมัน ถ้าเราทำลายกิเลส จนกิเลสทวนกระแสเข้าไปทำลายจนทั้งหมดสิ้น แล้วใครจะจูงมันล่ะ มันต่างหากเป็นผู้ที่ตาสว่าง มันต่างหากเป็นผู้ที่รู้แจ้ง
ถ้าความรู้แจ้ง ใครสามารถที่จะไปหลอกลวงมันได้ล่ะ มันจะหลอกลวงสิ่งนี้ไม่ได้เลย สิ่งนี้จะโดนหลอกลวงต่อเมื่อมันมืดบอด อวิชชามันมืดบอด แล้วโดนกิเลสจูงไป ถ้าอวิชชาโดนทำลายเป็นวิชา วิชามันจะจูงไหนไปล่ะ วิชามันจะเข้าใจตามหลักความจริงอันนี้
ถ้าเข้าใจตามหลักความจริงอันนี้ มันก็เป็น เห็นไหม จากที่เป็นเอกเทศ เป็นสัมมาสมาธิเฉยๆ แต่ถ้าเกิดปัญญา เกิดงานชอบ เกิดความเพียรชอบ ความเพียรอันนี้จะเข้าไปทำลายตรงนี้ ทำลายเชื้อไขของมันไง ถ้าทำลายเชื้อไขของมันหมด มันเป็นผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์ วิมุตติจิต วิมุตตสุข เห็นไหม
เวลาออกมาเป็นโลกมันเสวยอารมณ์ มันกระเพื่อมออกมาต่างหาก จิตกระเพื่อม จิตเสวยอารมณ์ ถึงออกมาเอาเรื่องของโลก ถ้าจิตไม่กระเพื่อม จิตไม่เสวยอารมณ์ มันจะเป็นเอกเทศของมัน มันถึงพ้นไปจากวัฏฏะไง วัฏฏะมีแรงดึงดูด มีความเป็นไปของวัฏฏะ เพราะจิตคุณภาพจะสูงส่งขนาดไหนก็แล้วแต่ เกิดเป็นเทวดา อินทร์ พรหม มันต้องมีสถานะของมัน มีแรงดึงดูดของมัน มีแรงขับของมัน
ถ้าแรงขับอันนี้โดนปัญญาญาณอันนี้เข้าไปทำลายมัน เห็นไหม แรงขับอันนี้จะไม่มี ถ้าทำลายแรงขับ ทำลายแรงขับ เริ่มต้นจากสิ่งที่หยาบๆ เป็นความคิดที่ออกไปยึดนะ แล้วพอทำลายขึ้นมา ตัวพลังงานของมันคือแรงขับเฉยๆ ทำลายพลังงานอันนี้ ทำลายแรงขับอันนี้ มันเป็นพลังงานที่สงบ เป็นพลังงานที่ไม่ขับเคลื่อน สิ่งนี้เป็นวิมุตติสุข อย่างนี้คือผู้ตาสว่าง แล้วนี่จะไม่มีใครจูงมันได้ สิ่งนี้พ้นจากวัฏฏะ พ้นจากกระแสไปทั้งหมดเลย
แต่ในเมื่อเราอยู่ในวัฏฏะ เราต้องเวียนตายเวียนเกิด เราก็ต้องมีปัญญาของเรา สิ่งที่ประเสริฐที่สุดคือ เห็นไหม คือหัวใจของเรา สิ่งที่ประเสริฐที่สุดคือปัญญาของมนุษย์ มนุษย์จะครอบงำกันไม่ได้ ถ้าการครอบงำกันนี้ แบบว่าผู้ที่มีปัญญา ผู้ที่ทวนกระแสขึ้นมาจะครอบงำสัตว์โลก เราถึงต้องมีปัญญาไง ไม่ให้ใครจูงไป
ในเมื่ออยู่ในกระแสโลก อยู่ในสมมตินี้ เราเกิดจากพ่อจากแม่ ทุกคนเกิดจากพ่อจากแม่ จากพ่อจากแม่นี้เป็นโลกทั้งหมด สิ่งที่เป็นโลก เห็นไหม สัตว์สังคมมันเป็นสภาวะแบบนั้น เราก็อยู่สัตว์สังคมไปด้วยที่มีปัญญา เราจะไม่อยู่ในสัตว์สังคมไว้ให้ใครชักจูงไป มนุษย์เป็นสภาวะแบบนั้น มนุษย์ถึงมีสถานะอย่างนั้น
มนุษย์ เห็นไหม มนุษย์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะก็เป็นมนุษย์ ครูบาอาจารย์เกิดมาก็เป็นมนุษย์ มนุษย์นี่สามารถจะชำระกิเลสได้ เพราะอะไร เพราะมนุษย์มีกายกับใจไง เพราะร่างกายมีความบีบคั้น ร่างกายบกพร่องเป็นประจำ ร่างกายต้องเอาอาหารไปให้มันตลอดไป มันทำให้เทียบเห็นว่าใครมีกรรมมาก กรรมน้อยขนาดไหน
กรรมมาก กรรมน้อย เห็นไหม แล้วแต่คนปรารถนามาก ปรารถนาน้อย เรื่องของหัวใจ แล้วย้อนกลับเข้ามาถึงอำนาจวาสนา จะมีความเชื่อและไม่มีความเชื่อ เพราะมันมีร่างกายเข้ามาบีบคั้น แล้วมันมีหัวใจเข้าไปเป็นเจ้าของ ถ้าเข้าไปรักษาที่หัวใจเป็นเจ้าของ โลกเขามองกันไป เขาก็มองแต่ร่างกายที่มันจะได้เสวยสิ่งที่เป็นประโยชน์กับมัน เห็นไหม สถานะต่างๆ โลกธรรม ๘ แต่หัวใจมันเข้าไปลึกกว่านั้น
ฉะนั้น คนที่เอาตนของตนได้มันถึงประเสริฐที่สุดไง
แต่โลกไม่เห็น โลกเห็นแต่เรื่องของร่างกาย โลกเห็นแต่สิ่งที่เป็นสถานะที่เป็นหัวโขนไง สิ่งที่เป็นหัวโขน สิ่งที่มีสถานะ โลกธรรม ๘ ติฉินนินทากัน มีอำนาจวาสนา นั่นเป็นเรื่องของโลกเขา สิ่งที่โลกของเรา มีมาก มีน้อยมันย่อยสลายลงอยู่ที่ใจนี้ทั้งหมด เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำแต่คุณงามความดี ทำแต่บาปอกุศล ต้องย่อยสลายไปที่ใจ แล้วถ้าเราไปทำลายที่ใจ เห็นไหม การประพฤติปฏิบัติถึงสำคัญที่สุดไง ในการประพฤติปฏิบัตินะ ในการทำบุญกุศลขนาดไหน ถึงที่สุดไม่ได้ปฏิบัติเอาใจนี้รอดไม่ได้ ถ้าไม่ได้ประพฤติปฏิบัติ
เพราะมันเป็นพลังงานของใจดวงนั้นย้อนทวนกระแส เพราะเราปฏิบัติมันถึงเกิดจากใจ เจตนาเกิดจากเรา เราทำอะไรต้องมีเจตนา เจตนาตัวนี้มันทำอะไรก็แล้วแต่ นี้เจตนาย้อนกลับ มันถึงต้องใจดวงนั้น สัมผัสใจดวงนั้น ใจดวงนั้นเป็นผู้แก้ใจดวงนั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชี้ทางให้เฉยๆ ถ้าใจดวงใดไม่เกิดมรรคญาณเข้าไปสัมผัส ไม่เข้าไปทำลายตรงนั้น ใจดวงนี้จะโดนจูงไปตลอด ให้กิเลสจูงไปก่อนนะ เรื่องกระแสโลก กระแสโลกจูงสัตว์โลก แต่กิเลส อวิชชา จูงหัวใจนี้ไปแล้วถ้าเราทำลายกิเลสทิ้งหมด จะไม่มีใครสามารถจูงใจดวงนี้ได้ ใจดวงนี้เป็นธรรมโดยสมบูรณ์ของมัน เอวัง